Wirada Blog

Witty tagline

มี กับ ไม่มี ที่แท้ คือ สิ่งเดียวกัน คือ ไม่มี

November 7th, 2017

โลกธรรมมันเป็นคู่ๆคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ แท้จริง ก็เหมือน ความร้อนกับความหนาว ที่จริงคือสิ่งเดียวกัน คือ อุณหภูมิมากน้อย รวยจน ก็แค่มีเงินมากน้อย ยศศักดิ์ก็อุปโลกขึ้นมาตามอำนาจหน้าที่ หมดเวลา หมดหน้าที่ ก็หมดประโยขน์ สรรเสริญนินทา ก็แค่ความนิยมเป็นบวกเป็นลบ ก็เรื่องเดียวกันทั้งนั้น และสุขทุกข์ล่ะ พระท่านก็ว่าเป็นเรื่องเดียวกันอีกเหมือนกัน ทุกข์มาก กับ ทุกข์น้อย

มีลาภ เสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ หรือความนิยมจะเป็นบวกเป็นลบ ก็เรื่องเดียวกัน พื้นฐานจริงๆก็คือ ไม่มี คือ เริ่มจากศูนย์ เราเกิดมา มีอะไรมั่งล่ะ ไม่มีสักอย่าง ยกเว้น ทุกข์ มีมาแต่ต้น สุขเป็นสมมติ ทุกข์เป็นของจริง ทุกขอริยสัจจัง สังขิตเตนะปัญจุปาทานักขันธาทุกขา ว่าโดยย่อ อุปปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์ ทุกข์เป็นของจริง คืออุปปาทานขันธ์ ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตน นั่นคือทุกข์

ถ้ามองว่าทุกข์มากทุกข์น้อยล่ะ ทุกข์มากๆ ก็คือยึดมากๆ ทุกข์น้อยๆ ก็คือ ยึดน้อยๆ ไม่ยึดก็ไม่ทุกข์ แท้จริง มีทุกข์ กับไม่มีทุกข์ ก็คือสิ่งเดียวกัน คือ ไม่มี ไม่มีอะไร คือไม่มีอุปปาทาน

ร้อนเย็น เป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันแค่ปริมาณของพลังงานความร้อน
รวยจน เป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันแค่ปริมาณเงิน
ทุกข์สุข ก็เป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันแค่ปริมาณของอุปปาทานความยึดมั่นถือมั่น ยิ่งมีมากก็ทุกข์มาก มีน้อยก็ทุกข์น้อย

จะลดอุปปาทานล่ะ ทำอย่างไร ? ตัณหาเป็นบ่อเกิดของอุปปาทาน อยากลดอุปปาทาน ก็ต้องลดตัณหา … ไม่มีตัณหา ก็ไม่มีอุปปาทาน ไม่มีอุปปาทาน ก็ไม่มีทุกข์

วางได้ก็เป็นสุข

January 23rd, 2012

เราได้ยินคำนี้มานาน แต่ก็ไม่เคยเข้าใจมันจริงๆ ก็มันเข้าใจยาก ที่ให้ปล่อยให้วางน่ะ จะให้วางอะไรล่ะ
พระท่านให้วางภาระ ภาระคือขันธ์ของเรานี่เอง คือกายคือใจของเรานี่เอง วางอย่างไร วางก็คือวาง ไม่หยิบ ไม่จับ ไม่ถือ ไม่ยุ่งไม่วุ่นวายกับมัน แค่นั้นล่ะ วางได้ ก็เป็นสุข จบ

ง่ายๆน้อ

พูดน่ะเหมือนง่าย แต่ทำจริงๆไม่ง่ายเลยล่ะ

ที่ว่าวางน่ะ ใจต้องวางของเขา เขาจะวางได้เขาก็ต้องมีปัญญากล้าพอ พอที่จะรู้ว่า  จะถือไว้ทำไมวางดีกว่า   ถ้ารู้แค่ ควรวางนะ ต้องวางนะ อะไรแบบนี้ เขาไม่วางหรอก  เหมือนอะไร เหมือนคนสูบบุหรี่ จะให้เลิกบุหรี่ ถ้าปัญญาเขารู้ขึ้นมาว่ามันไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษภัย  เขาก็เลิกมันได้ด้วยตัวของเขาเอง ด้วยใจที่เข้มแข็งของเขาเอง

กายนี้ใจนี้ เป็นก้อนทุกข์ มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามเหตุปัจจัย และมันก็ไม่ใช่ของเรา เป็นของโลก  วันหนึ่งก็ต้องคืนให้โลกนี้ไป   ไม่รู้จะยึดถือเอาเป็นตนเองอยู่ทำไม วางลงไปซะ

วางได้ ก็เป็นสุข

บทที่ 2 ความสุข ไม่เที่ยง ความสุข คือ ความทุกข์ ความสุข ไม่มีจริง

November 18th, 2010

เจอบทนี้เข้าไปนี่ เอ๋อไปเลยมั้ง

เหตุก็เพราะว่าเป็นไตรลักษณ์ ความสุขเป็นแค่สภาวะหนึ่งที่จิตไปรับรู้เข้า มีการปรุงแต่ง ก็ต้องไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวใช่ตนที่จะยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจังเป็นตัวเราของเรา อะไรทำนองนี้ จริงๆก็ไม่แปลกอะไรเพราะ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นหลักพื้นฐานที่ชาวพุทธทุกคนก็รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่เพียงเพราะว่าบทที่แล้วเราเน้นไปที่ ความสุข ก็คือ ความสุขมันเป็นตัวเอก เหมือนเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ คือมันใช่ในขั้นพื้นฐานเพื่อพาเราเดินมาสู่ทางธรรม แต่เมื่อเดินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราต้องตระหนักถึงความจริงตรงนี้ให้ได้ ทำไม ก็เพราะ มันเป็นความจริง

ท่านผู้รู้ เคยเที่ยบความทุกข์ กับความร้อน ซึ่งก็เข้าใจง่าย ก็คือ เราเคยรู้ไหมว่าเวลาอากาศร้อนอบอ้าว ไม่สบายกายไม่สบายใจ ความร้อนน่ะ มันคือพลังงานอย่างหนึ่ง มีปริมาณมากเราก็ร้อนมาก ถ้าพลังงานนี้มีปริมาณน้อยลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เราก็จะร้อนน้อยลง รู้สึกร้อนน้อยลง รู้สึกสบายกายสยายใจขึ้น เราอาจเรียกมันว่า ความเย็น มันอาจเย็นสบาย แต่ความเป็นจริงแล้ว ความเย็นไม่มีจริง พลังงานความเย็นไม่มีจริง เมื่อเทียบเคียงก็คือ เมื่อทุกข์ลดลง เราก็อาจเรียกมันว่าสุข ซึ่งจริงๆมันก็คือทุกข์นั่นแหละ ศาสนาเราจึงสอนเรื่องทุกข์ เรียนรู้เรื่องทุกข์ อริยสัจก็เริ่มด้วยทุกข์ ทุกข์คืออะไร พระท่านว่า ความเกิดก็คือทุกข์ ความแก่ก็คือทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็คือทุกข์ ความพิไรรำพัน ความไม่สมปรารถนา ความตายก็คือทุกข์ เราอาจคิดว่า ทุกข์ก็คือ ทุกข์เวทนา ซึ่งก็อาจใช่ในระดับหนึ่ง แต่พระท่านพูดถึง กองทุกข์ต่างหาก เคยเห็นกองไฟไหมครับ กองทุกข์ก็เปรียบเหมือนกองไฟน่ะ มันเป็นก้อนของทุกข์ กองทุกข์คือ กายนี้ใจนี้นี่ล่ะ กองไฟ จับตรงไหนก็คือไฟ จับตรงไหนก็ร้อน กองทุกข์ก็เหมือนกัน จับตรงไหนก็คือทุกข์ จับตรงไหนก็รู้สึกทุกข์ ความรู้สึกทุกข์นั่นคือทุกข์เวทนา แต่กองทุกข์ คือกาย และใจเรานี่เอง

เมื่อกายนี้ใจนี้เป็นกองทุกข์ จะเอาสุขมาจากไหน เอาสุขมันไม่มีจริง มันมีแค่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย พอทุกข์น้อยลงก็รู้สึกสบายขึ้น ก็คิดว่านั่นล่ะคือสุข แต่มันก็ไม่เที่ยง ก็มันกองทุกข์ เดี๋ยวมันก็ต้องทุกข์มาก เดี๋ยวมันก็ทุกข์น้อย ตามเหตุตามปัจจัย มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ของจริง อะไรคือของจริง ทุกข์คือของจริง กายนี้ใจนี้เป็นกองทุกข์ นี่คือของจริง ทุกข์มากทุกข์น้อยเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาอุปาทาน อันนี้คึอของจริงที่เราต้องศึกษาเรียนรู้ไปจนละวางได้ ละวางกองทุกข์นี้ซะได้

โง่จริงน้อ รู้ว่าสุขไม่มีจริง มีแต่กองทุกข์ ยังจะยึดไว้หอบไว้ถือไว้ .. เอาไว้ทำไมก็ไม่รู้

(หมายเหตุ . แม้กายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ หน้าที่ของเราต่อกายต่อใจนี้ คือต้องเรียนรู้มันไป ต้องดูแลมันไป เป็นภาระก็จริง แต่ก็เพราะกายนี้ใจนี้ไม่ใช่หรือเราจึงได้ปฎิบัติธรรม กตัญญูกตเวทีต่อมัน ให้เหมือนเราดูแลญาติคนนึง เหมือนเราดูแลครูบาอาจารย์คนนึง ตราบจนตายจากไป ก็จบกัน)

บทที่1 ปฎิบัติธรรม เราเริ่มต้น ด้วย ความเห็นที่ถูกต้อง

November 16th, 2010

ความเห็นถูกต้องคืออะไร คือ ความเห็นที่ตรงกับความจริง คือความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริง ความรู้กับความเห็นคือเรื่องเดียวกัน แต่ผมชอบใช้คำว่า ความเห็น เพราะจะได้ไม่สับสนกับความรู้ในศาสตร์ต่างๆซึ่งมากมายเหลือเกิน ท่านผู้รู้บางท่านจึงใช้คำว่า ความเห็นถูกตรง ซึ่งก็ชัดเจนกว่า

ความเห็น ก็คือ เราต้องเห็นเอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เราเห็นเอง ชัดเจนเป็นพยานของตัวเอง อย่างเช่นเค้าว่ามีผีที่โน่นที่นี่ เราไม่เห็น เราก็ไม่เชื่อ เค้าว่ามีนรกมีสวรรค์ เราไม่เห็นเราก็ไม่เชื่อ ไม่แปลก ไม่ผิดปกติแต่ประการใด กาลเวลาผ่านไปสักวันหนึ่ง เราอาจคิดขึ้นมาได้เอง ว่าเราเกิดมาทำไม แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ เราเคยเห็นคนเกิด เราเห็นคนแก่ เราเคยเห็นคนป่วย เราเคยเห็นคนตาย เราก็ต้องรู้ล่ะ ว่าเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บป่วย ต้องตายเช่นกันสักวันหนึ่ง เราเกิดมาทำไม ตายแล้วจบหรือเปล่า หรือว่าตายแล้วเกิดอะไรขึ้น ตัวเราจริงๆแล้วก็คืออะไร สัตว์ชนิดหนึ่งที่มีความคิดความสามารถมันสมองที่เหนือกว่าสัตว์ทั่วไป ตายไปก็แค่นั้นไม่มีความสลักสำคัญ มีลูกหลานก็ดำรงสังคมสัตว์ชนิดนี้ต่อไป แค่นั้นหรือ

สิ่งที่เราเห็นได้ สัมผัสได้ทุกคนคือ เรามีร่างกาย และเรามีจิตใจ ร่างกาย และจิตใจ อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าร่างกายตายลง จิตใจล่ะ ตายลงพร้อมกับร่างกายหรือไม่ ? นักปราชญ์ทั่วโลกก็อยากรู้อยากเห็นตรงนี้ทั้งนั้นล่ะ แต่มันพิสูจน์ไม่ได้ ตรงนี้แหละ ที่เกิดความเชื่อขึ้น เกิดลัทธิศาสนาขึ้นมากมาย พระพุทธศาสนาของเรา ตอบตรงนี้อย่างไร พระท่านสอนไว้ว่า เมื่อเราอยู่ในโลกอยู่ในสังคม ควรรู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปัน เป็นผู้ให้ และควรรักษาศีล ไม่ข่มเหงรังแกหรือเบียดเบียนผู้อื่น นี่ล่ะคนดี จริงๆก็ชัดแจนนะ คนแบบนี้คนดี ทำแบบนี้แหละทำดี เห็นชัดๆ แต่ถ้ายังไม่อยากเชื่อ อย่างน้อยก็าฟังไว้นะครับ เก็บไว้พิจารณาก่อน ต่อไปก็คือ เมื่อทำดี ผลที่ได้ ก็คือ ได้ดี ได้สวรรค์ ได้กามสุขต่างๆ เป็นรางวัลของความดี อันนี้คิดว่าทุกคนคงพร้อมใจกันเชื่อทันที อย่างไม่ต้องพิจารณา เพราะว่าใจมันอยากเชื่ออย่างนั้น และจากนั้นล่ะ พระท่านสอนต่อไปว่า แต่ .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่อยากฟังเลยใช่ไหม ถ้าแค่เป้นคนดีแล้วได้ไปสวรรค์ จบ ก็ดีน่ะสิ มีคำว่าแต่มาทำไมก็ไม่รู้ ก็ขอให้รับฟังไว้ก็แล้วกันนะ คือ พระท่านสอนต่อไปว่า แต่ความสุขบนสวรรค์ก็ไม่เที่ยง ความสุขแบบนั้นไม่เที่ยงน่ะ เป็นกามสุข มีคุณและมีโทษ เราไม่อยากฟังแล้วใช่ไหม มีคุณอย่างไรมีโทษอย่างไร ไม่อยากฟัง รู้แต่ว่าสวรรค์มีสุข พอแล้ว พอใจแล้ว ใช่ไหม จริงๆเอาแค่นี้ก่อนก็ได้ ไม่เที่ยงก็ช่างมัน จริงๆแล้วพระท่านตั้งใจจะบอกเราว่า มีความสุขที่เที่ยงแท้ และไม่มีพิษภัย ความสุขที่เหนือกว่ากามสุขมากมาย ความสุขที่เหนือกว่าบนสวรรค์มากมายนัก อะ อะ อยากฟังขึ้นมารึยัง

ความสุขที่ว่านั้นก็คือ การออกจากกาม ละกามสุขซะ ออกบวช .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผิดหวังกันไปตามๆกันล่ะสิ

ที่พระท่านสอนมานั้น เรารู้เองเห็นเองรึยัง แม้ว่าคำตอบอาจจะเป็นว่า ยังไม่รู้ยังไม่เห็นด้วยตนเอง แต่ว่า เรารู้วิธีที่จะทำให้เรารู้เห็นได้ ใช่ไหม เราพิสูจน์ได้ใช่ไหม ทำดี มีความสุข รักษาศีลมีความสุข มีความสุขทันทีไหม มีความสุขที่ใจ ใช่ไหม ได้รับความสุขนั้นเดี๋ยวนี้ทันที ไม่ต้องรอตายก่อนแล้วรับความสุขนั้นบนสวรรค์ ใช่ไหม อันนี้ิใครไม่แน่ใจโปรดพิสูจน์ ความสุขไม่เที่ยงจริงไหม วันนี้สุข พรุ่งนี้ยังสุขอยู่ไหม ชั่วโมงนี้สุข ชี่วโมงต่อไปยังสุขอยู่ไหม นาทีนี้สุข นาทีต่อไปยังสุขอยู่ไหม ดูที่ใจตัวเองได้เลย ความสุขเราสัมผัสได้ด้วยใจอยู่แล้ว เอาล่ะ ถ้าเห็นแล้วว่า สุขแบบนี้ไม่เที่ยง เป็นแค่ความรู้สึกวูบวาบขึ้นมาชั่วคราว ไม่มีสาระแก่นสารอะไร จะบวชเลยไม๊ อิอิ ถ้าไม่อยากบวช ก็ทำได้เหมือนกันนะ คือ เราต้องมีข้อวัตร มีการฝึกฝนจิตใจ มีการปฎิบัติธรรมเพื่อออกจากกามอย่างเข้มงวด มากกว่าคนทั่วๆไป

ข้อวัตรที่ควรทำก็คือ มีสติในชีวิตประจำวัน เดินจงกรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา เข้านอน4ทุ่ม ตื่นตี3 แล้วก็เดินจงกรม หลีกเลี่ยงการดูหนังฟังเพลงหรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ พูดน้อย คุยน้อย อะไรทำนองนี้ล่ะ ทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ขอเพียงยังมีความตั้งใจที่จะออกจากกามสุข และทำไปเรื่อยๆอย่าหยุดอย่่าท้อ นี่ล่ะการฝึกตน นี่ล่ะการถือบวช บวชที่ใจ เพื่อออกจากกาม ถ้าทำได้ จะได้สุขแบบไหน สุขในสมาธิ มีชีวิตที่สงบสุข คือมีความสุขในความสงบทุกลมหายใจ สุดยอดของชีวิตไม๊ล่ะ ไม่ว่ามีทรัพย์แค่ไหนถ้าใจไม่มีความสุข ทรัพย์ก็เหมือนก้อนกรวดหญ้าฟาง ไม่มีประโยชน์ หอบมาเก็บให้เต็มบ้าน ก็รังแต่จะก่อภัย ไฟไหม้ โจรปล้น สารพัดสารพัน แต่สุขในความสงบทุกลมหายใจ แบบนี้ ไม่มีใครแย่งไปได้ จริง พิจารณาเองได้ พิสูจน์เองได้ อยู่ที่ว่า จะเอาจริงหรือไม่ เท่านั้นเอง

( หมายเหตุ ถ้าใครยังจะถามอีกว่า สุขแบบนี้ เที่ยงไหม คำตอบก็ต้องตอบกันเบาๆ กระซิบกันเบาๆว่า ยังไม่เที่ยงนะครับ คืือ ตอบดังไม่ได้ เดี๋ยวคนจะหมดกำลังใจ ตอบเบาๆให้เราได้ยินกันไม่กี่คน แค่นี้มันเป็นสุขในสมาธิ มันเสื่อมได้ คือ มันต้องสงบจึงจะสุข ยังมีเงื่อนไขอยู่ ยังไม่ใช่มรรคผลนิพพาน แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดี เราต้องศึกษาอริยสัจและภาวนาต่อไปจนมีปัญญาตัดสังโยชน์ ต้องฝึกวิปัสสนา อันนี้ขอละไว้กล่าวในโอกาสต่อไปนะครับ )

สู้กิเลส ต้องสู้ด้วย “ความอดทน”

November 11th, 2010

จิตใจของเรา แม้ว่ามันจะเป็นอนัตตา แต่ว่ามันฝึกได้ การฝึกจิตฝึกใจ ไม่ยาก แค่ ไม่ตามกิเลส แค่นั้นเอง จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายนะ แค่ไม่ตามกิเลส หมายความว่าอย่างไร คือ
ปกติถ้าเห็นกิเลสมันชวนให้เราอยากโน่นอยากนี่ เราใช้สติปัญญาพิจารณาก่อนว่า เป็นกุศลหรืออกุศล อาจหยิบเอากรรมบถให้มาพิจารณาประกอบ หากเป็นกุศลเราก็ทำด้วยสติปัญญา หากเป็นอกุศลเราก็ไม่ทำ นี่คือใช้สติปัญญาสู้กับกิเลส แต่ว่าบางทีน่ะ สติปัญญาเราไม่ทัน ถ้าศีลเราดี เป็นปกติ มันจะยั้งคิดขึ้นมาเอง ผิดศีลไม่ทำ แต่ถ้าไม่ผิดศีลล่ะ อาจทำไปแล้ว เช่นการไปซื้อของที่ไม่จำเป็น เราตามกิเลสไปแล้ว ตามความโลภไปแล้ว ไม่ผิดศีลแต่ก็แพ้โลภะ แพ้กิเลสได้อย่างง่ายๆ แพ้บ่อยๆก็เป็นจุดอ่อน กิเลสก็ได้ช่องเข้ามาข่มเหงรังแกเราตรงจุดอ่อนนี่ล่ะ

เห็นกิเลสแล้ว ไม่ผิดศีล แต่มันไม่เป็นกุศล ปัญญาอาจพิจารณาตัดไม่ขาด เกิดความอาลัย เกิดความทุกข์แล้ว ก็ต้องอดทน ความอดทนไม่ตามใจกิเลสนี่ล่ะ จึงจะฝึกให้ใจเข้มแข็งขึ้นได้ เมื่อใจเข้มแข็งขึ้น จุดอ่อนก็ถูกแก้ไข กิเลสก็อาจหาช่องทางอื่นมาเล่นงานเรา ก็ต้องอดทนอีกเช่นกัน

อดทน แรกๆอาจหนัก อึดอัด ขัดข้องใจ ใช้วิธีเลี่ยงซะก็ได้ อย่างเช่น ไม่อ่านไม่ตามข่าวสารบ้านเมือง เลี่ยงอารมณ์ที่มันแรงๆ ก็เหลือแต่ที่ไม่ค่อยแรง เราก็ทนได้ ขันติบารมีก็ค่อยๆเกิดค่อยสะสม จิตใจก็จะหนักแน่นมั่นคงขึ้นตามลำดับ

« Previous Entries  

 

Bad Behavior has blocked 23 access attempts in the last 7 days.

Business Broker