Wirada Blog

Witty tagline

นิทานเรื่อง นักข่าวสาวแห่งวานาดีล ตอนที่2

August 28th, 2015

บทความแรกของมิราเป้ ประสบความสำเร็จ เรตติ้งยอดขายพุ่งกระฉูด แต่ฟิลิเป้ ไม่ได้ดีใจที่จุดนั้น เขาดีใจที่มิราเป้ สนใจและมีส่วนร่วมในกิจการหนังสือพิมพ์ครอบครัว

ทารุไทม์ เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ลงเรื่องสัพเพเหระ จำนวนหน้าแล้วแต่สถานการณ์ แต่กระนั้นก็ยังเป็นที่นิยม .. อาจเป็นเพราะ เราไม่มีคู่แข่ง ก็เป็นได้ รายได้ของฟิลิเป้ ค่อนข้างน้อย เนื่องจากกระดาษและหมึกมีต้นทุนราคาแพง แต่เขาก็ไม่ขึ้นราคาหนังสือพิมพ์ของเขาเลย คติประจำใจที่เขาจะสอนเพื่อนร่วมงานทุกคนอยู่เสมอก็คือ เราจะนำเสนอเฉพาะ เรื่องจริง และสร้างสรรค์ เท่านั้น หลักๆที่จะต้องลงก็คือ คำสั่งหรือประกาศจากรัฐบาล ,เหตุด่วนเหตุร้ายร่วมด้วยช่วยกัน ,บทความพิเศษ และ บทสัมภาษณ์คนดัง

ในวินเดอร์ส มีคนดังอยู่ไม่กี่คนหรอก ที่ดังที่สุดฮ๊อตที่สุด ก็คงจะเป็นท่านลาฟิน่า สุดเท่    ท่านลาฟิน่า องครักษ์ของสตาร์ซิบริล เป็นพาลาดินที่เก่งเรื่องธนูเป็นที่สุด อาจเป็นเพราะเธอเป็นเผ่าแมวที่มีสายตาเฉียบคม   ในวินเดอร์ส ไม่ใช่มีแต่ทารุทารุเพียงเผ่าเดียว ในเมืองนี้ มีเผ่าแมวร่วมอยู่ด้วย เผ่าแมว หรือมิทรา เป็นชาวเกาะคาซาม อพยพมาเพราะภูเขาไฟระเบิดเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ท่านสตาร์ซิบริลสมัยนั้นต้อนรับผู้อพยพเผ่าแมวเหล่านี้ และแบ่งพื้นที่ให้ตั้งบ้านเรือนได้   ปัจจุบันหัวหน้าเผ่าแมวคือท่านวาชาอี และเผ่าแมวทั้งหมด ถือเป็นประชาชนของวินเดอร์ส

เมื่อมีกระแสเรียกร้องให้ทารุไทม์ของเราสัมภาษณ์ท่านลาฟิน่า  ฟิลิเป้ขออนุญาติแล้ว จึงพามิราเป้ไปเรียนรู้งาน

ท่านลาฟิน่าทักทายอย่างสุภาพ ฟิลิเป้แนะนำมิราเป้ให้ท่านรู้จัก และบทสัมภาษณ์ก็เริ่มขึ้นอย่างสบายๆ ฟิลิเป้ถามเรื่องทั่วๆไป สุขภาพของท่านลาฟิน่า ท่านสตาร์ซิบริล การทำงานหนักของเจ้าหน้าที่รัฐในฮีเว่นทาวเวอร์   เมื่อจับอารมณ์ท่านลาฟิน่าอยู่ในช่วงสบายๆแล้ว เขาก็ยิงคำถามจากทางบ้านทันที  ท่านลาฟิน่ามีแฟนหรือยัง ..   ทำเอาท่านลาฟิน่าสำลักน้ำชาไปเลยล่ะ

ฟิลิเป้ ไม่ได้เน้นถามเรื่องส่วนตัว เขาถามเพียงเรื่องที่เป็นที่สนใจจริงๆเท่านั้น  แต่ที่เขาเน้นถาม จะเป็นเรื่องของแนวความคิดเกี่ยวกับอนาคตของวินเดอร์ส

มิราเป้ได้เรียนรู้การวางพล๊อตเรื่องก่อนสัมภาษณ์ การควบคุมสถานการณ์ และบรรยากาศขณะสัมภาษณ์ การดำเนินตามพล๊อตที่วางไว้ หรือวกกลับมาที่พล๊อตที่วางไว้โดยไม่ให้การสัมภาษณ์นั้นสะดุดหรือขาดตอน ซึ่งเรื่องแบบนี้คงต้องใช้เวลาและประสบการณ์  มิราเป้ ต้องการฝึกฝนประสบการณ์นั้น  จึงวางโครงการใหม่ขึ้นมา  นั่นก็คือ  สัมภาษณ์ ผู้คนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดัง  ฟิลิเป้เข้าใจ เห็นด้วยเพียงแต่มีข้อแม้ว่า   ถ้าบทสัมภาษณ์นั้นไม่น่าสนใจ  ก็จะไม่ได้รับการตีพิมพ์

มิราเป้ สัมภาษณ์เพื่อนนักเรียนร่วมชั้น เธอถามในเรื่องเกี่ยวกับ อนาคตที่เพื่อนๆแต่ละคนวาดหวังไว้ ,สัมภาษณ์ร้านค้าต่างๆในวินเดอร์สพอร์ท เกี่ยวกับจุดเด่นในสินค้าของพวกเขา , สัมภาษณ์โรงซ่อมออโตเมตรอน  เกี่ยวกับความภาคภูมิใจของพวกเขา และคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการมาทำงานที่โรงซ่อมแห่งนี้  มิราเป้ทำได้ดี

มิราเป้ไม่ได้ทิ้งการเป่าขลุ่ย แต่เธอรู้จักเพียงเพลงเดียว บางทีมันก็เบื่อน่ะนะ  สมองทารุแม้จะใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้มีวิธีแต่งเพลงอยู่ในนั้นด้วย    ฟิลิเป้ช่วยหาโน๊ตเพลงใหม่ๆ ถึงลงทุนซื้อโน๊ตเพลงจากร้านประมูลของหายากเลยทีเดียว  ได้มาสองเพลงชื่อเวเอร์มินูเอท และโฟว์ลูลูบาย  มิราเป้เป่าเพลงเวเลอร์ได้ มันเป็นเพลงง่ายๆ แต่โฟว์ลูลูบายค่อนข้างยากเกินไปนิดนึง  แต่ คำขวัญของมิราเป็คือ ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย แต่ก็ไม่พ้นความพยายาม   ในที่สุด เธอก็เป่ามันได้ และผลลัพท์ของมันช่างน่าตกใจ  ใครที่ได้ยินเสียงขลุ่ยของเธอ จะตกอยู่ในอาการง่วงซึม หรือ เผลอหลับได้เลยทีเดียวถ้าเขาคนนั้นเหนื่อยอ่อน  .. เป็นเพลงต้องสาปหรือไร มิราเป้คิด  เธอชอบเพลงนี้ คำสาปให้ง่วงนอนไม่มีผลกับเธออาจเพราะเธอเป็นผู้เล่นเพลงนี้เอง แต่ตอนนี้เธอก็ไม่กล้าเล่นให้ใครฟังอีกแล้วล่ะ

 

 

 

นิทานเรื่อง เป็นพระก็ยังโดนผีหลอก

April 28th, 2015

เรื่องนี้ มีอยู่ว่า
สมัยนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จประทับ ที่เมืองสาวัตตถี มีภิกษุ500รูป จากป่าหิมวันต์ ปัจจันตะประเทศ กราบทูลเรื่องถูกผีร้ายหลอกหลอน จนพวกตนไม่สามารถทนจำพรรษาในป่านั้นได้
พระพุทธเจ้าทรงล่วงรู้ด้วยพระปรีชาญาณ จึงตรัสสอนภิกษุเหล่านั้น ถึง กรณียเมตตสูตร เป็นคาถาติดตัวไว้ ป้องกันอันตรายจากภูติผีต่างๆ
คือ เอาชนะด้วยความดี และมีเมตตา  ภิกษุเหล่านั้น กลับไปยังป่า เจริญเมตตา เจริญสมณธรรม จนในที่สุด บรรลุมรรคผลนิพพาน

จบพระสูตร

 

เอาล่ะ มาฟังเบื้องหลังกัน    .. ผีร้ายที่กล้าหลอกหลอนภิกษุทั้ง500รูปนี้ แท้จริงคือใครกันแน่

พระภิกษุเหล่านี้ เป็นพระปฎิบัติดี  เรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า  จากนั้นได้เข้าป่าไปก็แยกย้ายกันนั่งสมาธิใต้ต้นไม้

ร้อนถึงเหล่ารุกขเทวดาทั้งหลาย ต่างไม่กล้าจะสถิตอยู่ในวิมานของตนเอง  เกรงว่าจะอยู่สูงกว่าเหล่าพระคุณเจ้าเหล่านั้น   พากันออกจากวิมานมาเดินดิน คิดไปว่า พระคุณเจ้าคงอยู่ไม่กี่วัน

ที่ไหนได้ พระคุณเจ้าเห็นเป็นที่สัพปายะ พากันจะจำพรรษาที่นี่  ที่ป่าแห่งนี้

ในที่สุดเทวดาเหล่านั้นตัดสินใจ  หาวิธีขับไล่พระภิกษุเหล่านี้ ออกไปจากป่า และ พากันปลอมตัวเป็นผี อะไรจะปลอมผีได้แนบเนียนไปกว่าเทวดาอีกล่ะ หายตัวก็ได้ จะแสดงรูปร่างให้สูงใหญ่หรือน่าขยะแขยงปานใด ก็ทำได้ทั้งนั้น

พระภิกษุทั้ง500รูป จึงเกิดอาการ จีวรปลิว ดังที่ได้แสดงไว้ในข้างต้น เอวังก็มีด้วยประการฉนี้

นิทานเรื่อง นางอัปสรหรือปีศาจ

January 5th, 2015

มีพระธุดงค์รูปหนึ่งบวชได้5พรรษาแล้ว   ท่านปฎิบัติดี ท่านเดินจงกรมนั่งสมาธิ แม้นอนก็ทำสมาธิ ทำความเพียรอยู่ในป่าใหญ่ชื่อว่า นันทนวัน และ อาจเพราะลมหนาว คืนนั้น ท่านเสียชีวิต

เมื่อท่านตื่นขึ้น ท่านไม่รู้ตัวว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านอยู่ในวิมานของท่าน เหล่านางอัปสรนับพันต่างเข้ามาห้อมล้อม ปรนนิบัติขับกล่อมท่านผู้เป็นนายของพวกเธอ  แต่ท่านเข้าใจว่าท่านยังไม่ตาย ท่านยังเป็นพระ ท่านจึงไม่ยินดีไปกับพวกนาง กลับมองพวกนางว่า อาจเป็นปีศาจในป่านั้นจำแลงมาเพื่อหลอกล่อให้พระหนุ่มหลงทาง

 

เหล่านางอัปสรพยายามอยู่นาน จนในที่สุด ท่านเทวดาก็รู้ตัวว่า ท่านตายไปแล้วอุบัติเป็นเทวดาบนดาวดึงส์ วิมานและนางอัปสรเหล่านี้ก็เป็นสมบัติของท่าน

ท่านปรารภว่า

“เราทำสมณธรรม มิได้ปรารถนาฐานะเช่นนี้ เราปรารถนาพระอรหัตอันเป็นประโยชน์  ดังนี้

ชื่อว่า สมบัติในสวรรค์ เป็นของหาได้ง่าย  ความปรากฎแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ยาก”

 

ท่านจึงเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ถามพระพุทธเจ้าว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะพ้นป่าแห่งโมหะ ซึ่งก็หมายถึง เป็นพระอรหันต์  พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า   ต้องใช้รถพิเศษ  รถคันนี้ มีกระจกเป็นสติ มีตัวถังเป็นหิริ มีคนขับรถเป็นสัมมาทิฎฐิ และมีธรรมเป็นล้อ จากนั้น ทรงแสดง อริยสัจสี่

เทพบุตรผู้นี้ ฟังธรรมตามลำดับ ได้โสดาบัน

 

จาก อัจฉราสูตรที่6 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

นิทานเรื่อง เจ้าเมืองเด็ก

September 16th, 2013

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว  พระราชาองค์หนึ่ง ต้องการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น จึงส่งกองทัพออกยึดครองเมืองเล็กๆ และแคว้นต่างๆ

มีแม่ทัพหนุ่มคนหนึ่งยึดเมืองใหญ่ได้ เขาก็น่าจะได้ปูนบำเหน็จอย่างงามทีเดียว เพียงแต่ เขาไปตกหลุมรักกับเจ้าหญิงของเมืองนั้นเข้าน่ะสิ ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาจะต้องดูแลปกป้องเจ้าหญิงเพื่อส่งเธอให้แก่พระราชาของเขา เจ้าหญิงองค์นี้ต้องเป็นสมบัติของพระราชาเขาพยายามตัดใจ แต่ก็ทำไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ว่า เจ้าหญิงเองก็รักเขาเช่นกัน ในที่สุด เขาตัดสินใจปกปิดฐานะของเจ้าหญิง แต่งงานกับเธอ แต่รองแม่ทัพ รู้เรื่องราวโดยตลอด เขาแอบส่งข่าวไปให้พระราชา

เมื่อกองทัพกลับถึงเมือง ชาวเมืองยินดีโห่ร้องต้อนรับผู้ชนะ ทางพระราชวังจัดเตรียมงานเลี้ยงรับรอง และในงานรับรองนั้นเอง พระราชาเมื่อได้ยลโฉมของเจ้าหญิงที่ตกเป็นภรรยาของแม่ทัพของตน ก็รู้สึกอิจฉาและโกรธแค้นเป็นอันมาก เขาสั่งให้ทหารจับแม่ทัพไปประหารทันที ฐานเป็นกบฎ ส่วนเจ้าหญิง พระราชาก็ยกให้เป็นภรรยาของรองแม่ทัพนั่นเอง เจ้าหญิง อยากฆ่าตัวตาย แต่เธอทำไม่ได้ เพราะ เธอรู้ตัวว่า เธอตั้งท้องลูกของแม่ทัพคนรักของเธอ   .. เวลาผ่านไปเธอก็คลอดลูกผู้ชาย และเสียชีวิต พระราชาทรงทราบข่าว ทรงสำนึกผิด จึงชดเชยด้วยการนำเด็กมาเลี้ยงในวัง เขาให้การศึกษาศิลปการต่อสู้การปกครองวิทยาการทุกอย่างเทียบเท่ากับเจ้าชายองค์หนึ่งเลยทีเดียว

Read the rest of this entry »

นิทานเรื่อง ฝึกยิงธนูกันเถิด

October 26th, 2012

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองใหญ่เมืองหนึ่งในประเทศจีน สมัยนั้น เจ้าเมืองจะต้องเป็นผู้ตัดสินคดีความ ใครก็รู้ว่าการตัดสินคดีนั้น ใช้เวลามาก ต้องสอบสวนพยานหลักฐานมากมาย แม้บางคดีอาจเป็นเรื่องเล็กๆแต่เจ้าทุกข์กับจำเลยอาจมองเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องของทิฎฐิ เรื่องของศักดิ์ศรี ทำให้จบง่ายๆไม่ได้

เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นมา เจ้าเมืองเลยวางนโยบาย หากคดีที่ตัดสินยาก ไม่มีพยานหลักฐานเด่นชัด และไม่ใช่คดีร้ายแรง ให้ตัดสินด้วยการยิงธนู ก็คงประมาณว่า โจทย์กับจำเลย ยิงธนูแข่งกันเลย เหมือนแข่งโอลิมปิก ใครแม่นกว่าก็ชนะคดีไป จบ … ง่ายดีไม๊

แรกๆน่ะ ชาวเมืองต่างพากันนินทาว่าร้ายเจ้าเมือง หาว่าเกียจคร้านบ้างล่ะ หาว่านโยบายนี้ไม่ยุติธรรมบ้างล่ะ ก็คงจะจริงตามที่ชาวบ้านเค้าว่า เพราะแม้คู่คดีจะเป็นเด็ก คนชรา ชายหญิง แม้แต่คนพิการ ท่านเจ้าเมืองก็ยังคงใช้นโยบายยิงธนูของท่านอย่างทั่วถึง ไม่ลำเอียง

แต่ในที่สุด เมื่อชาวเมืองสรุปแล้วว่า เจ้าเมืองเอาจริง ผลก็คือ ช่างทำธนูก็แข่งกันทำคันธนูลูกธนูคุณภาพดีออกมาขาย ประชาชนทุกบ้านต่างก็ซ้อมยิงธนูกันทุกวัน แหมไม่ได้สิ ใครจะรู้ เกิดขึ้นโรงขี้นศาล ยิงธนูสู้เค้าไม่ได้ก็เจ๊งเท่านั้น

และเมืองนี้ก็อยู่เย็นเป็นสุข

หลังจากนั้นอีกหลายปี เกิดสงครามขึ้น ข้าศึกยกกองทัพมาประชิดกำแพงเมือง เจ้าเมืองและชาวเมืองทุกคนต่างก็ไม่เกรงกลัว ขึ้นบนกำแพงสาดลูกธนูระดมยิงใส่ข้าศึกจนแตกกระเจิง โธ่เอ๊ย ก็ซ้อมมาทุกวัน ยิงแม่นกันทุกคน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นผู้ปกครองต้องมองการไกล

« Previous Entries  

 

Bad Behavior has blocked 39 access attempts in the last 7 days.

Business Broker