Wirada Blog

Witty tagline

นิทานเรื่อง ขอบอก มิโนทอรส์ไม่ใช่ผู้ร้ายนะครับ

December 21st, 2006

คงต้องเกริ่นนิดนึง สำหรับท่านใดที่ยังไม่รู้จักว่ามิโนทอรส์  คือตัวอะไรกันแน่  มิโนทอรส์เป็นสัตว์ร้ายของกรีกโบราณชนิดหนึ่ง มีใบหน้าเป็นวัว แต่ตัวเป็นคน ถือกระบองเป็นอาวุธ ถูกขังอยู่ในเขาวงกตบนเกาะครีต    เชื่อกันว่า มิโนทอรส์ รับประทานเนื้อคนเป็นอาหาร เอิ๊ก ก็คนที่หลงเข้าไปในเขาวงกตนั่นล่ะ 

จริงๆแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า พระราชาแห่งเกาะครีตน่ะ มีลูกชายคนนึง ก็คือเจ้าชายนั่นล่ะ เจ้าชายองค์นี้ตอนเด็กๆก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พอโตขึ้นมาประมาณสัก5ขวบ6ขวบ  เขาวัวมันงอกขึ้นมาน่ะสิ  ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องผิดปกติของระบบพันธุกรรม คือ ยีนผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้จากการที่คุณแม่หรือคุณพ่อถูกกัมมันตภาพรังสีบางอย่าง หรือเกิดจากไวรัส หรืออะไรที่วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ แต่ในมุมมองของคนสมัยนั้นล่ะ สมัยที่ยังมีเวทย์มนต์คาถาเทพยดาและภูติผีปีศาจ   ไม่แปลกเลยที่เจ้าชายองค์นี้ จะถูกมองว่า เป็นตัวซวย เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเรียกว่า เป็นกาลกิณีสิ 

แต่จะเรียกว่าตัวซวยก็คงไม่ผิดนัก เพราะซวยจริงๆ ซวยถึงแม่ไปด้วยเลยล่ะ ตัวพระราชินีโดนกล่าวหาว่ามีชู้กับวัว โอย ข้อหาค่อนข้างจะไร้สาระ แต่ว่า พอมามองนิทานบ้านเรา เออใช่ พระราชินีในเรื่องสังข์ทองยังโดนเลย เรื่องที่มีลูกเป็นหอยสังข์  อย่าคิดอะไรมาก ตอนนั้นคนเรายังโง่อยู่  แต่จะว่าไป เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพราะความโง่ ต้องย้อนไปดูเบื้องหลังอีกนิดนึง คือ เกาะครีตแห่งนี้ นับถือเทพเจ้าโปเซดอน และจะมีการบูชายัญวัวทุกๆปี แต่คราวนี้ พอพระราชาแต่งงาน มีพระราชินีคนนี้ซึ่งอาจเป็นคนใจดี และไม่เชื่อเรื่องของการบูชายัญ เธอก็ขอร้องให้พระราชา งดเว้นการทำพิธีบูชายัญวัว  การบูชายัญวัวก็คือการทำพิธีฆ่าวัวและเผาโดยเชื่อว่าเป็นการบูชาเทพเจ้า สมัยก่อนบูชายัญคนยังมีเลย   เป็นความเชื่อน่ะ และคราวนี้ก็เท่ากับราชินีไปลบหลู่ความเชื่อของพวกคนเหล่านี้  ก็คงจะผูกใจเจ็บ คราวนี้ พอเกิดเหตุนี้ขึ้นมา ก็โดนเลย โดนเล่นงานหนักเลย เธอหายหน้าไปจากประวัติศาสตร์ เข้าใจว่า ถ้าไม่ถูกสังหาร ก็คงถูกเนรเทศออกจากเมืองไป แต่สำหรับเด็กคนนี้ล่ะ เด็กมีเขาคนนี้ถูกจับไปขังไว้ให้ตายในห้องขังพิเศษของเกาะครีต ที่ชื่อว่า เขาวงกต

ห้องขังนี้ มีมาแต่โบราณ เป็นสถานที่ที่ใหญ่โต เส้นทางซับซ้อน  มีประตูมากมาย เข้าใจว่า คงเป็นสุสานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ และถูกโจรลอบเข้ามาขุดเอาทรัพย์สมบัติไปจนหมด เหลือแต่ห้องว่างๆให้เป็นปริศนา  ทหารผูกตาเด็กไว้ และควบคุมตัวมายังเขาวงกต พวกทหารฉลาดพอที่จะใช้เชือกผูกที่ปากทาง เพื่อว่า เมื่อตนจะกลับออกมา ก็เพียงเดินตามเชือกที่ได้โรยไว้ แล้วพวกเขาก็ปล่อยเด็กทิ้งไว้ตามลำพัง ในเขาวงกตแห่งนั้น 

เชื่อกันว่า เด็กคงเสียชีวิตที่นี่ ในเวลาไม่นาน ก็ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร จะอยู่ได้อย่างไร .. แต่ถ้าให้จบแบบนี้ ก็คงน่าสงสารเกินไป ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้เด็กคนนี้ หนีออกไปจากเขาวงกต หนีออกไปจากสังคมที่เลวร้าย ไปมีชีวิตอย่างอิสระ ที่ใดที่หนึ่ง อย่างมีความสุข ตลอดไป

ผิดไหมที่ใครไม่เหมือนใคร ผิดหรือที่ใครด้อยกว่าใคร ผิดหรือที่ใครขาดสิ่งใด อย่ามองใครว่าด้อยกว่า อย่าเปรียบเทียบค่าของใคร 

นิทานเรื่องอาณาจักรแห่งจินตนาการ ตอนจบ .. หรือว่าไม่จบ

December 21st, 2006

องค์รักษ์ในวังของจักรพรรดินี อนุญาตให้อาเธยูเข้าเฝ้า  เสนาบดีและขุนนางต่างๆ รีบเข้ามาถามอาเธยูด้วยความวิตก บ้างก็เขย่ามือของอาเธยู รู้แล้วใช่ไหมวิธีรักษาอาการขององค์จักรพรรดินี อาเธยูไม่ตอบคำถามใดๆ เค้ายังรู้สึกสับสน รู้สึกไม่เข้าใจ  

เมื่อองค์จักรพรรดินีเสด็จขึ้นประทับบัลลังค์  ขอบคุณอาเธยูที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จด้วยดี  อาเธยูไม่ยอมรับรางวัลใดๆ เค้าถามจักรพรรดินีว่า พระองค์ก็รู้ว่าข้าไม่สามารถทำงานนี้สำเร็จได้ ทั้งอาณาจักรมีผู้รู้มากมาย แต่สำหรับเรื่องอาการประชวรของพระองค์ ไม่มีผู้รู้ท่านใดที่รู้วิธีรักษา นอกจากพระองค์เพียงผู้เดียวที่จะรู้วิธีรักษาอาการประชวรของพระองค์เอง โปรดตอบหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า วิธีรักษาอาการของท่านคืออะไร และทำไมท่านต้องให้ข้าพระองค์ออกเดินทางไปทั่วอาณาจักรกับคำถามที่ไม่มีวันจะได้คำตอบนี้ มันช่างเปล่าประโยชน์ไร้ค่าสิ้นดี

อาเธยูระบายความในใจออกมาทั้งหมดในคราวเดียว อาเธยูพูดแรงเกินไปหรือเปล่านะ เค้าคิดในใจ เค้ารู้สึกผิด

จักรพรรดินีเสด็จออกจากม่านที่กั้น และเดินลงมาจากบัลลังก์ มาหาอาเธยู  พระองค์มีร่างเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ฉลองพระองค์สีขาวประดับเพชรเป็นประกาย มือถือคทา อาเธยูตกตะลึงสักครูก็ได้สติ และรีบคุกเข่าคำนับ 

ท่านอาเธยูบุตรของทุกคน เราขออภัยที่ไม่ได้บอกสิ่งที่ท่านถามมาตั้งแต่ต้น เพราะว่าการรักษาอาการป่วยของเรานั้น ทั้งอาณาจักรนี้ไม่มีหมอหรือใครๆทั้งสิ้นที่สามารถรักษาได้  .. เพราะเรารู้วิธีรักษา รู้ว่ามีสิ่งเดียวที่จะรักษาอาการป่วยของเราได้ก็คือ ชื่อของเรา   ต้องมีใครสักคนที่อยู่นอกอาณาจักรของเรา ตั้งชื่อใหม่ให้แก่เรา ท่านอาเธยู การเดินทางของท่านทั้งหมด คือกระบวนการรักษาอาการป่วยของเรา ท่านอย่าได้คิดว่าเป็นการเสียเปล่าเลย 

บาสเตียนคิดในใจ ว่า ถ้าตนเป็นคนตั้งชื่อให้จักรพรรดินี ตนจะตั้งชื่อว่า … อุ๊บ . ไม่บอกดีกว่า แต่ทันทีที่บาสเตียนตั้งชื่อให้จักรพรรดินีแม้ในใจ บาสเตียนก็หลุดเข้าไปในดินแดนแห่งจินตนาการแห่งนั้น และได้พบกับองค์จักรพรรดินี อาเธยู ฟาเก๋อ คนแคระชราผู้ใจดี และอีกหลายๆคน บาสเตียนดีใจที่ตนมีส่วนช่วยให้อาณาจักรแห่งจินตนาการยังคงดำรงอยู่ต่อไป

จินตนาการ อาจดูเพ้อฝัน ไร้สาระ  แต่มันก็คือ จินตนาการ สมัยเด็กๆ ผมเรียนสายวิทย์ ครูที่สอนศิลป ท่านบอกว่า ศิลปนี่ล่ะ ที่จะช่วยให้เราคิดเป็น ตอนนั้น เราก็แย้งท่านอยู่ในใจ ไม่เชื่อ แต่มาถึงตอนนี้ คิดดูดีๆ เราเรียนสายวิทย์มาทั้งหมด เราได้อะไรบ้าง ได้วิธีคำนวนทางคณิตศาสตร์ รู้จักกฎเกณท์ทางวิทยาศาสตร์ รู้จักแม้แต่ชื่อของดาวแต่ละดวง

แต่ว่า เราก็แค่รู้  .. รู้ตามที่คนอื่นๆเค้าค้นคว้ามาบอกเรา รู้ตามที่เค้าบอก มันใช้ความคิดตรงไหน เราได้ฝึกใช้ความคิดตอนไหน จบมาทำงาน ยิ่งไปกันใหญ่ รู้ตามที่สอนงาน ทำตามที่รับมอบหมาย แทบไม่ต้องคิดอะไร  พวกเราทอดทิ้งอาณาจักรแห่งจินตนาการมานานมากเหลือเกิน

ไม่แน่นะ ตอนนี้ จักรพรรดินีในอาณาจักรจินตนาการของเรา อาจกำลังรอชื่อจากเรา ก็เป็นไปได้ 

แล้วเราล่ะจะตั้งชื่อให้เธอว่าอะไรดี

นิทานเรื่องอาณาจักรแห่งจินตนาการ ตอน3

December 21st, 2006

หากจะมีสิ่งมีชีวิตใดที่เรียกได้ว่าน่ากลัวสมบูรณ์แบบ ก็น่าจะเป็นสฟิงค์นี่เอง มันมีความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ มันมีพละกำลังและเขี้ยวเล็บของสิงโต มันมีปีกเหมือนนกกระเรียน มันบินได้ แถมมันยังมีเวทย์มนต์ เรียกได้ว่า ไม่มีใครหนีรอดมันได้เลยทีเดียว  และตอนนี้อาเธยูตกอยู่ใต้อุ้งเท้าของมัน เค้าควรจะทำอย่างไร

บาสเตียนอ่านถึงตอนนี้ เค้าตื่นเต้นมาก และก็คงคิดเหมือนกับท่านผู้อ่านทุกๆท่าน อาเธยูควรจะทำอย่างไรต่อไป  แต่ก็ทราบดี สถานการณ์แบบนี้ ขึ้นอยู่กับสฟิงค์มากกว่า ว่ามันจะทำอะไรต่อไป

สฟิงค์นิสัยเหมือนแมวที่ยังไม่หิว เมื่อจับหนูได้ ก็จะปล่อยให้หนูวิ่งหนีอีก และก็จะไล่จับอีก จับแล้วปล่อย และก็จับวนเวียนอยู่อย่างนี้จนมันเบื่อ ก็จะสังหารหนูที่เหนื่อยล้าและหวาดกลัวตัวนั้นในที่สุด

แต่เมื่อมันปล่อยอาเธยูกลับไม่หนี ลุกขึ้นยืนและถามมันว่า ท่านคือสฟิงค์ใช่หรือไม่  สฟิงค์หัวเราะและก็เรียกอาเธยูว่าคนโง่ เจ้าเข้ามาในดินแดนของข้า และก็ไม่รู้จักแม้ว่าข้าคือใคร อาเธยูไม่สนใจคำสบประมาทนั้น กล่าวต่อไปว่า ข้าอาจเป็นคนโง่ แต่ที่ข้ามาหาท่านเพราะมีเรื่องที่ต้องถามท่าน ข้าถามมาหลายคนแล้วในอาณาจักรแห่งนี้ไม่มีใครตอบคำถามของข้าได้เลย

สฟิงค์นิสัยเสียอีกข้อหนึ่งก็คือ มันหลงตัวเอง พอได้ยินว่าคำถามของอาเธยูไม่มีใครตอบได้ มันก็สนใจ และสั่งอาเธยูให้ถามคำถามมัน แต่ถ้ามันตอบได้ มันจะกินอาเธยูทันที และถ้ามันตอบไม่ได้ อาเธยูก็จะรอดชีวิต

อาเธยูขอร้องสฟิงค์ คำถามนี้ไม่ใช่เพื่ออาเธยู แต่เพื่อจักรพรรดินี อาเธยูจำเป็นต้องนำคำตอบกลับไปให้นาง แม้ว่าสฟิงค์จะตอบได้หรือไม่ อาเธยูก็ต้องรอดกลับไป นั่นคือความจำเป็น สฟิงค์ไม่สนใจ มันบอกว่า ก็จักรพรรดินีนั่นล่ะที่กักขังข้าอยู่ที่นี่  ข้าเก่งกว่าใคร ข้าฉลาดกว่าใคร แต่ข้าไปไหนก็ไม่ได้ อาณาจักรของข้าช่างคับแคบยิ่งนัก เงื่อนไขของข้า ข้าไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าข้าตอบได้ เจ้าคนโง่เจ้าตายอยู่ที่นี่แน่นอน 

อาเธยูมาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรก็ต้องเดินหน้าต่อไป เค้าถามสฟิงค์ถึงวิธีรักษาอาการประชวรของจักรพรรดินี  สฟิงค์หัวเราะ และก็เงียบสักครู เอ่ยขึ้นว่า มันถึงเวลาแล้วหรือนี่

สฟิงค์รู้คำตอบ

อาเธยูยอมรับชะตากรรมของตน อาเธยูจะรักษาสัญญา สฟิงค์สามารถสังหารอาเธยูได้ทันทีที่ตอบคำถามนี้  สฟิงค์กล่าวต่อไปว่า  ข้ารู้ว่าอาการประชวรของจักรพรรดินี คือใกล้ถึงวันอวสานของอาณาจักรแห่งนี้แล้ว แต่วิธีรักษา มีเพียงจักรพรรดินีผู้เดียวที่จะรู้ได้ แม้แต่ข้าเองก็ยอมรับว่า คำถามนี้ข้าตอบไม่ได้จริงๆ  เจ้าไปเถอะ

อาเธยูลาสฟิงค์ด้วยความสับสน มีคำถามมากมายที่ปรากฎขึ้นในใจของอาเธยู  เมื่อออกมาจากป่าพิศวง ฟาเก๋อยังคงรออยู่ และท่าทางดีใจที่เห็นอาเธยูอีกครั้ง  ฟาเก๋อพาอาเธยูไปส่งที่ปราสาทขององค์จักรพรรดินี และก็บอกลาอาเธยู สักวันเราต้องได้พบกันอีก

นิทานเรื่องอาณาจักรแห่งจินตนาการ ตอน2

December 18th, 2006

ทุกๆวัน หลังเลิกเรียน บาสเตียนจะรีบกลับบ้าน มาอ่านหนังสือเล่มนี้ เค้าอยากรู้ว่าต่อไป อาเธยูจะทำอย่างไร จะรักษาอาการป่วยของจักรพรรดินีได้หรือไม่  ยิ่งเฉพาะตอนนี้ อาเธยูไม่มีม้า การเดินทางก็จะต้องยิ่งยากลำบาก  และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีม้า อาเธยูก็ไม่สามารถพกพาสเบียงอาหารได้จำนวนมาก ดังนั้น ไม่นานก็หมด อาเธยูต้องเผชิญกับความหิว ตามลำพัง บนเส้นทางสู่สุดขอบอาณาจักร

อาเธยูตื่นขึ้นมากลางดึก พบคนแคระชราชายหญิง เล่าให้เค้าฟังว่า พวกเค้าพบอาเธยูสลบอยู่จึงให้เพื่อนๆช่วยกันพามาที่นี่ ที่ใต้ต้นไม้ เข้าใจว่าอาเธยูคงเป็นลมล้มฟุบเนื่องจากขาดน้ำและอาหาร ผู้ชราทั้งสองจึงช่วยกันเตรียมอาหารให้รับประทาน เป็นซุปข้นร้อนๆ อาเธยูรับประทานอาหารและก็ขอบคุณผู้มีพระคุณทั้งสอง และเล่าให้ฟังถึงภารกิจที่จะต้องไปให้ถึงดินแดนสุดขอบอาณาจักรทางทิศเหนือ เพื่อพบกับสฟิงค์ ตามคำแนะนำของเต่าพันปี

ผู้ชราตกใจและเตือนสติอาเธยูว่า รู้ใช่ไหมว่าสฟิงค์เป็นสิงโต  สฟิงค์ กินคน อาเธยูจะไปหาทำไม จะไม่โดนสฟิงค์จับกินซะเปล่าๆหรอกหรือ   อาเธยูตอบผู้ชราตัวเล็กๆทั้งสองอย่างสั้นๆ อาเธยูรักษาคำพูด ตนรับปากแล้วว่าจะค้นหาวิธีรักษาจักรพรรดินีให้ได้ ตนก็ต้องทำให้ได้  ผู้ชราทั้งสองมองหน้ากัน อาเธยูอย่างไรก็ต้องไป  แต่พวกตนก็เป็นห่วง และอาเธยู ควรมีเพื่อนร่วมเดินทาง  ดังนั้นจึงเรียกเพื่อนของตนเพื่อขอให้ร่วมเดินทางไปกับอาเธยู

เพื่อนของผู้ชราทั้งสอง เป็นมังกรสีขาว เป็นมังกรจีนแบบที่เราคุ้นเคยนี่ล่ะ ชื่อFalkor อ่านยังไงดีล่ะ เพราะมันเป็นชื่อจีน ฟาเก๋อซะล่ะมั้ง  ข้อแตกต่างของมังกรจีนกับมังกรฝรั่งก็ตรงที่มังกรฝรั่งมักจะอ้วน และมีปีกเหมือนค้างคาว แต่มังกรจีนไม่ต้องมีปีก บินได้เพราะเป็นมังกรมีเวทย์มนต์ แหม ทีแม่มดขี่ไม้กวาด ไม่เห็นต้องมีปีกก็ยังบินได้เลย

เข้าเรื่องต่อล่ะ มังกรสีขาวตัวนี้ เมื่อรับฟังความทั้งหมด ก็ยกย่องอาเธยู และยอมให้อาเธยูขี่หลังตน เค้าจะพาอาเธยูไปส่งให้ถึงที่ทีเดียว

การเดินทางค่อนข้างราบรื่น แต่ทว่าในอาณาเขตของสฟิงค์นั้น มังกรเข้าไปไม่ได้ ฟาเก๋อจึงส่งอาเธยูแค่ปากทางเข้าป่าใหญ่เท่านั้น อาเธยูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่เขาก็เดินมุ่งหน้าเข้าไป  และในที่สุด สฟิงค์ก็ปรากฎตัว เป็นสิงโตตัวใหญ่ เอาอุ้งเท้าตบอาเธยูล้มลง และตะปบไว้ เหมือนแมวที่กำลังจะกินหนู 

 

 

Bad Behavior has blocked 16 access attempts in the last 7 days.

Business Broker